รางวัลชีวิตของอาจารย์หมออัมพุช อินทรประสงค์
ผู้บุกเบิกงานทันตกรรมเด็ก


การทดแทนคุณแผ่นดินมีมากมาย ด้วยกันหลายแบบหลายวิธี สุด แล้วแต่โอกาส ปัจจัย และ ความสามารถ ใครเลยจะคาด คิดว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ไม่เคยคิดเรียนด้านทันตกรรม จะกลายเป็นหมอฟันเด็ก ผู้บุกเบิกงานทันตกรรม สำหรับเด็ก ของประเทศไทย ที่ได้ทำคุณประโยชน์ ให้ต่อสังคมอย่าง อเนกอนันต์แก่เยาวชน และบุคคลต่าง ๆ ตามความรู้ความสามารถ ที่ได้ร่ำเรียนมา

ทพญ.อัมพุช   อินทรประสงค์

ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ 
ที่ทำงาน ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก  
คณะทันตยแพทยศาสตร์  
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การศึกษา D.D.S.(Western Reserve University, U.S.A.)
Cert. of Rotating Dental Internship (Albert Einstein Medical Center, Phila. U.S.A.), Cert. Residency in Pedodontics (Children’s Hospital of Philadelphia, U.S.A.), Diplomate, American Board of Pediatric Dentistry, อนุมัติบัตร สาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก

 

รายชื่อผลงานวิจัยทางทันตสาธารณสุข
โครงการวิจัยนำร่อง   วิธีการสอนแปรงฟันในเด็กตาบอด (Full)
อัมพุช  อินทรประสงค์ และคณะ   คณะทันตแพทยศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตำแหน่งปัจจุบัน
-  ประธานคณะอนุกรรมการการฝึกอบรมและสอบฯ สาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก
-  ประธานชมรม       2537 – 2538
2538 – 2540
2544 – 2546
2546 – 2548
-  กรรมการใน International Association of Pediatric Dentistry
( IAPD Board) 1999 – 2002
-  กรรมการใน Pediatric Dentistry Association of Asia (PDAA) 1998 - ปัจจุบัน
เป็นประธาน PDAA 2006  
-  เป็นหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก
-  ผู้เริ่มโครงการทันตกรรมปากเกร็ด พ.ศ. 2542

 

 

 

  • อาจารย์หมอมีความฝันและตั้งใจว่าจะเรียนด้านทันตกรรมตั้งแต่เมื่อไหร่
    - จริง ๆ แล้ว ไม่อยากเรียนด้านหมอฟันเลย อยากเป็นเลขามากกว่า ถ้าถามถึงความตั้งใจนะ ตอนเด็กชอบเป็นล่าม เป็นเลขา องค์กรใหญ่ ๆ รู้สึกว่าค่อนข้างมีความสามารถเรื่องการจัดการ  แต่คุณพ่อเป็นคนอยากให้เรียน เรียกว่าเรียนเพราะตามใจคุณพ่อ คุณพ่อบอกว่าคนหนึ่งคนมีฟันตั้ง 32 ซี่ ยังไงเสียก็ต้องมาพบหมอฟันอยู่แล้ว 2 คน 3 คน 10 คน ก็คูณ 32 ซี่เข้าไปก็มีฟันให้ดูแลเยอะมาก เป็นอาชีพที่จำเป็น เชื่อเถอะว่าหมอฟันเป็นอาชีพที่ดีและอิสระ เป็นผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีภาระมาก เลือกปฏิบัติได้ ซึ่งต้องบอกว่าคุณพ่อมองการณ์ไกลเพราะสุดท้ายก็เป็นอย่างที่คุณพ่อว่าจริง ๆ ลูก ๆ ทุกคนคุณพ่อจะเป็นคนมองตั้งเป้าหมายให้ค่ะว่าคนไหนควรจะเรียนอะไร ขึ้นอยู่กับความสามารถและแนวโน้มที่น่าจะเรียนได้ของลูก ๆด้วย คุณพ่ออยากให้ลูกทุกคนเรียนให้มากที่สุดเพราะความรู้เป็นสมบัติติดตัว ยิ่งกว่าการมีทรัพย์สินศฤงคารอีก

  • อาจารย์หมอจบด้านทันตกรรมเด็กที่ต่างประเทศ
    - หมอจบทันตแพทย์แล้วไปเรียนต่อสาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก (Pediatric Dentistry) ที่สหรัฐอเมริกา ได้ Diplomate,American Board of Pediatric Dentistry

  • เป็นคนแรกที่ได้ American Board หรือเปล่าคะ เรียนยากไหม
    - เป็นคนแรกของประเทศไทย เรียนยากค่ะสมัยนั้น ที่อเมริกาไม่นิยมเรียนกัน ผู้หญิงทั้งคณะจะมีแค่ 5-6 คน ชั้นที่หมอเรียนมีหมอกับอเมริกันอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงแค่ 2 คนเอง ตอนเรียนใหม่ ๆ ไม่สนุกเลย อยากเลิกเรียนทุกวันเพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่อยากเรียนตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจไม่มี ลำบากมาก ร้องไห้ทุกวัน ธรรมดาแล้วต้องเรียนจบปริญญาตรีก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่อ หมอเข้าไปเรียนทันตแพทย์ 2 ปีแล้วต่อทันตกรรมเด็ก อินเทิร์นจนจบ ความจริงไม่อยากเรียนต่อหรอก คุณพ่อบังคับ(หัวเราะ)  ในที่สุดก็ไปต่ออินเทิร์นเสร็จ พอดีเจอสามีซึ่งเป็นคุณหมอด้านหูคอจมูก ก็เลยเรียนต่อ เรียนรอเขาค่ะก็ต้องเรียนทันตกรรม ไม่งั้นจะเรียนอะไรล่ะ ก็เรามาทางนี้แล้ว
  • ทำไมเลือกเรียนทำฟันเด็ก ยากกว่าผู้ใหญ่ไหมเพราะความที่เด็กไม่อยู่นิ่ง หยุกหยิกอาละวาดตลอดเวลา
    - เรียนวิชาที่ชอบที่สุดในสายอาชีพที่ไม่ชอบที่สุด ก็เลยเรียนทำฟันเด็กเพราะทำฟันผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบ อะไร ๆ ก็ไม่ชอบสักอย่าง เรียนทำฟันเด็กแล้วกัน ถามว่ายากไหม ก็ยากนะ แต่ว่ามันเป็นความเพลิดเพลิน ทำเพื่อเด็ก ๆ พอเด็กยอมให้ทำฟันแล้วเด็กมีความสุข จากที่ร้อง อาละวาด เกลียดเราแล้วเขาก็กลับมารักเรา เอาของขวัญมาให้ เอาการ์ดมาให้ ชนะใจกัน มันเป็นรางวัลที่หมอภูมิใจมากกว่าทั้งหลายทั้งปวง ทุกวันนี้รู้สึกว่าชอบเป็นทันตแพทย์มาก อยากทำฟันทั้งวันทั้งคืน ไม่อยากทำอย่างอื่นเลย

  • ใช้เวลาเรียนทำฟันเด็กกี่ปีคะ แล้วผู้เรียนต้องมีคุณลักษณะอย่างไร
    - 2 ปี ตอนนั้นก็ไม่ค่อยชอบ อย่างที่บอกเรียนรอสามี (นพ.สมภพ  อินทรประสงค์) ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเรียนต่อ เรียนทำฟันเด็กต้องใช้จิตวิทยาช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็ก เป็นเรื่องของการปรับพฤติกรรมเด็ก จากเด็กที่ร้อง ๆ ไม่ยอมเราก็ยอมให้เราทำเมื่อเราพูดคุยให้เขาเข้าใจ หมอจะบอกเดี๋ยวหมอจะช่วยให้หายเจ็บนะ เราต้องมีความจริงใจ เขาจะรู้ว่าเรารักเขา หวังดีกับเขา เราต้องสื่อสารกับเขาได้ เขาจะเกิดการเรียนรู้ เชื่อมั่นและชอบเรา แต่สมัยนี้มันผิดแบบไปหน่อย คือเด็กจะทำยากขึ้นในแง่ที่เขาไม่ตั้งใจ ไม่มีระเบียบวินัย ที่สำคัญคือ เขาไม่ให้ความร่วมมือ ต้องใจเย็นทำให้เขาเห็นว่าการทำฟันไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ต้องดูแลฟันอย่างไร ป้องกันอย่างไร รักษารากฟันอย่างไร


  • จากวันนั้นที่เรียนจนจบถึงวันนี้กี่ปีแล้วที่อยู่ในวงการทันตกรรม กลับมาเมืองไทยเปิดคลินิกเลยหรือเปล่า
    - จบแล้วหมอทำฟันอยู่ที่อเมริกา เป็นหมอรับจ้างทำคู่กับหมอที่เป็นเจ้าของคลินิก เจ้าของเขาทำงานที่โรงพยาบาลแล้วเปิดคลินิกด้วย ซึ่งการที่ทำงานกับเขามีผลมากเลยกับการที่หมอมาเปิดคลินิกของตัวเอง ไม่งั้นนึกภาพไม่ออก จับต้นชนปลายไม่ถูก เรามีประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เราทำงานด้านบริหารจัดการตั้งแต่การต้อนรับ ติดต่อสื่อสารกับลูกค้าซึ่งสำคัญมาก

  • อยากให้อาจารย์หมอเปรียบเทียบการทำฟันเด็กในสมัยก่อนกับปัจจุบันยากง่ายต่างกันอย่างไร
    - เด็กสมัยก่อนมีปัญหาแล้วมาหาหมอ อย่างฟันผุ ปวดบวม ร้องโอดโอยมา หายากมากที่เด็กจะไม่ฟันผุเลย บอกได้เลยว่าไม่มี ประกอบกับสังคมยังไม่มีความรู้เรื่องทันตกรรมป้องกัน เพราะฉะนั้นเขาไม่เคยคิดหรอกว่าต้องมาหาหมอฟัน จนเด็กมีอาการมากแล้ว เขาจะคิดกันด้วยซ้ำว่าฟันน้ำนมไม่สำคัญ เดี๋ยวก็หลุดไปเอง เด็กที่มาหาเราก็จะร้องกระจองอแงเพราะเจ็บมาแล้ว และโดนผู้ใหญ่ขู่ว่าเดี๋ยวจะให้หมอถอนฟันให้หมดปากเลย แต่เด็กปัจจุบันนี้ฟันไม่ค่อยผุ ฟันไม่ผุก็ไม่กลัวหมอฟันแต่จะงอแงในเรื่องของการขาดการอบรมจากทางบ้าน เรียกร้องความสนใจตลอดเวลา พฤติกรรมจะต่างกัน เราต้องสื่อสารให้ตัวพ่อแม่รู้เรื่องให้เขาไว้วางใจทำอะไรได้ทุกอย่าง ให้สิทธิเด็ดขาดในการตัดสินใจอยู่ที่หมอ หมอเดี๋ยวนี้ใช้ความรู้ด้านจัดการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้จิตวิทยาปรับพฤติกรรมทั้งพ่อแม่ลูกด้วย รู้ความเป็นไปของสังคม รู้ประเภทของพ่อแม่ เข้าถึงพ่อแม่และเด็กเองต้องเข้าใจและไว้วางใจในตัวหมอ

  • เนื่องจากเป็นแพทย์ทั้งคู่ และทำงานอาจารย์เองในช่วงนั้น ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์-มหาวิทยาลัย ทำงานวิจัยด้านต่าง ๆ สอนหนังสือ ทำคลินิกและมีครอบครัว คุณหมอแบ่งเวลาอย่างไร
    - เรื่องงานก็ทำไปตามปกติ  ส่วนในเรื่องครอบครัวนั้น หมอมีลูก 3 คน บอกได้เลยว่าไม่ชอบ         เลี้ยงลูก (หัวเราะ) ช่วงแรกหมอทำร้านนั้น ปี 2516 ที่ซอยพิพัฒน์ ถนนสีลม บ้านหมออยู่      บนคลินิก พอช่วงไม่มีคนไข้หมอก็อยู่กับลูก ๆ พอลูกโตหน่อยเข้าโรงเรียน หมอก็ไปรับไป           ส่งลูกก็จะอบรมหรือติวภาษาอังกฤษ พูดคุยกันในช่วงนั้น หมอถือว่าจำนวนเวลาไม่สำคัญ      เท่ากับคุณภาพของเวลาที่ให้ลูก วิธีอบรมของหมอก็ถอดแบบมาจากคุณพ่อคือมีเวลาน้อย         แต่ให้เวลาคุณภาพ ก็ใช้ได้นะวิธีนี้แต่เรื่องความละเอียดอ่อนจะขาดไปบ้าง หมอก็       พยายามปรับ เราคิดว่าหลักการดำเนินชีวิต อารมณ์เขาแข็งแรงพอจะต่อสู้กับสังคมเราก็           พยายามขัดเกลา ซึ่งแรก ๆ หมอคิดว่าเดี๋ยวโตขึ้นเขาก็จะรู้เอง จริง ๆ แล้วโตก็ไม่รู้ถ้าเราไม่สอน

  • คุณหมอมีบุตรกี่คนและมีคนไหนเจริญรอยตามคุณหมอบ้างคะ คือมีอาชีพทันตแพทย์
    - มีผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 1 คน ทุกคนเรียนจบ จุฬาฯหมดแล้วไปต่อต่างประเทศ อย่างคน  แรกจบสถาปัตย์ จุฬาฯ แล้วไปต่อที่ School of Arts Institute of Chicago  ทำงานที่ บริษัท Space Matrix คนที่สองจบบัญชี จุฬาฯ ได้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี แล้วไปเรียนต่อ       ที University of North Carolina at Chapel Hill สหรัฐอเมริกาด้วยทุนบรรษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันทำงานที่ธนาคารทหารไทย       คนที่สามจบแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ ใช้ทุน 3 ปี และไปเรียนต่อทางอายุรศาสตร์ ได้ American Board of Internal Medicine Canadian Board of Internal Medicine ตอนนี้กำลังเรียนทางด้านระบบทางเดินอาหารที่ University of British Columbia ประเทศแคนาดา  ไม่มีใครมาด้านหมอสักคน จริง ๆ หมอก็อยากให้มีสักคนนะที่มาด้านทันตกรรม แต่เขาไม่ชอบกัน หมอเลี้ยงลูกแบบให้เขามีความเป็นตัวของตัวเอง คิดเองรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ตัดสินใจได้เอง เราแค่ไกด์เขานิด ๆ หน่อย ๆ เขาต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเอง นี่ทุกเดือนก็เอาเงินเดือนแบ่งมาให้หมอ หมอว่าเป็นหน้าที่ของลูก ไม่ใช่อยากได้เงินเขาหรอกนะ หมอโชคดีที่ลูก ๆ เรียนดีอยู่ในโอวาท ปัญหาหนักใจตามวัยของการเลี้ยงลูกก็มีบ้าง แต่หมอจะรับเข้าไปป้องกัน แนะนำเขาอย่างที่บอก ถ้าพูดจำนวนเวลา หมอแทบไม่ค่อยได้ดูแลลูกเลย แต่เวลาที่ให้จะให้แบบเต็ม ๆ
  • อยากให้คุณหมอเล่าถึงความภูมิใจในอาชีพนี้
    - ความที่หมอทำงานมาหลายปี คนไข้ของหมอรุ่นแรก ๆ จะมีลูก เขาก็เอาลูกมาให้หมอทำฟันให้ อันนี้ถือเป็นรางวัลชีวิต เป็นความภูมิใจ เขาไว้วางใจในตัวเรา คนไข้บางคนทำฟันกับเราตั้งแต่เล็กจนโต เราบอกทำกับเราไม่ได้แล้วให้ไปทำกับหมอฟันผู้ใหญ่ เขาก็ไปแล้วก็กลับมาหาเราอีก บางคนเป็นอาจารย์จุฬาฯ เป็นหมอศิริราช ก็ยังมา เราบอกอย่าให้ฟันผุนะ ถ้าฟันผุ ฟันคุด ต้องไปหาหมอเฉพาะทาง

  • รู้สึกเป็นเกียรติประวัติของชีวิต ประทับใจมาก สมเด็จพระบรมฯ เสด็จมาเปิดคลินิกซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้
    - โครงการทันตกรรมปากเกร็ดสำหรับเด็กพิเศษ ถือเป็นงานที่ทำเพื่อสังคมชิ้นโบว์แดง โครงการนี้เป็นโครงการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสจำนวน 3,500 คน โดยประมาณ เราทำให้เป็นโครงการระหว่างจุฬาฯ กับกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันเป็นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ   สมัยนั้นก่อตั้งคลินิกขึ้นมา แทนที่เด็กเหล่านี้ซึ่งปัญญาอ่อน หูหนวก ตาบอด พิการทางสมอง เดินทางไปหาหมอก็ลำบากยากเย็น เราจึงเอาหมอจุฬาฯ ไปจัดเข้าในหลักสูตร ให้นักศึกษาปริญญาโททุกคนต้องไปทำงานที่ปากเกร็ด เพื่อว่าให้นักศึกษารู้จักบริการสังคม มีจริยธรรม จรรยาบรรณ หมอเพิ่งลาออกมา ค่อย ๆ ลาออกทีละอย่าง หมอไม่ไหวแล้ว เขามีคณะกรรมการดูแลอยู่ โครงการนี้เป็นโครงการเพื่อการกุศล ซึ่งจุฬาฯ ร่วมกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้อุปการะ นอกจากนี้ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากประชาชนที่มีจิตศรัทธา หมอเป็นสมาชิกอินเตอร์เนชั่นแนล ซัพพอร์ท กรุ๊ป ซึ่งเป็นองค์กรสตรีนานาชาติทำงานเพื่อสังคม ก็จะหาเงินมา และยังมีโครงการบริจาคเงิน 500 บาทต่อคนต่อปีเพื่อดูแลเด็กหนึ่งคน เราก็ทำรายงานว่าทำอะไรบ้าง เด็กในที่นี้หมอหมายถึงทางร่างกายก็เป็นผู้ใหญ่เพราะเขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกเกิด ไปไหนไม่ได้จนเป็นผู้ใหญ่ เขาพิการซ้ำซ้อน โครงการนี้ทำมา 5 ปีแล้ว หมอทำตั้งแต่เริ่มต้นร่วมกับคณะทันตแพทย์ที่จุฬาฯ เราจะให้การรักษาทางทันตกรรมทุกอย่างแก่เด็กพิการ แล้วจะมีการติดตามผลด้วย ตอนนี้เราอยากได้อาสาสมัคร ในปัจจุบันก็ได้พวกแม่บ้านฝรั่งมาช่วยคือ เด็กทั่วไปเวลาทำฟันจะมีพ่อแม่ญาติมาดูแล แต่เด็กพวกนี้ไม่มีเพราะฉะนั้นเขาจะเครียด อาสาสมัครก็ช่วยไปเล่นไปสร้างความคุ้นเคยกับเขา พอทำฟันเสร็จเราก็จะให้ขนมให้ผลไม้ นม โยเกิร์ต ซึ่งมาจากเงิน 500 บาท ที่บริจาคนั่นแหละ นอกจากนี้ยังมีดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด อย่างปีที่แล้วเราเชิญคุณแอนดรูว์ บิ๊ก เขาก็มาแสดงละครให้เด็ก ๆ ดู แล้วเราก็เอาหุ่นกระบอกมาแสดงให้เด็กดูโดยเฉพาะเด็กที่พิการเดินไม่ได้ ได้แต่นอนอย่างเดียว เขาจะได้พัฒนาสมอง เราให้ทั้งอาหารการกิน อาหารใจ อาหารฟัน กิจกรรมเหล่านี้ทำอาทิตย์ละ 2-3 วันตลอดปี

ปัจจุบันอาจารย์หมอดูแลกิจการ คลินิกทันตกรรม สมภพ อัมพุช ทั้ง 2 สาขา คือที่อาคารชาญอิสระ 1 ถนนพระราม 4 และอาคารว่องวานิช ถนนพระราม 9 คุณหมอยิ้มด้วยแววตาสดใส เมื่อบอกแก่เราว่าก่อนลาจากกันว่า “ชีวิตช่วงนี้ก็เป็นแบบสบาย ๆ เช้าออกกำลังกาย เข้าไปดูงานที่คลินิกบ้าง หมอโชคดีที่มีลูกน้องคอยบริหารจัดการงานให้หมอ เขาทำงานทุ่มเทเหมือนเป็นคลินิกของเขาเอง” เคล็ดลับของการดำเนินชีวิตของอาจารย์หมออยู่ที่ทัศนคติ “มองดี คิดดี จิตใจดี ก็จะกระทำดี เรื่องนี้สำคัญเหมือนอย่างที่บอก ชีวิตหมอลงตัวมาตลอดเพราะหมอมองโลกในแง่ดี”

<<Back to Articles Page

 


สอบถามรายละเอียดได้ที่ : บริษัทแอคคอร์ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด
คุณอรวดี ทรรศนะประทีป โทร 0 2613 8081-90 ต่อ 681


 

© 2008 Accord Corporation Ltd.