Refreshing the MI


Minimal Intervention (MI) เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ทั้งที่เกี่ยวกับโรคฟันผุ และเหงือกอักเสบ ในตอนแรกขอกล่าวถึงหลักที่ใช้ในเรื่องฟันผุ โดย MI มีองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้

  1. การประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรค มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปาก และวางแผนการป้องกัน และรักษาให้เหมาะสมต่อผู้ป่วย ประกอบด้วย
    1. ประเมินคุณภาพและปริมาณของน้ำลาย
    2. ประเมินปริมาณและคุณภาพของไบโอฟิล์ม
    3. ประเมินรูปร่างฟัน
    4. ประวัติสุขภาพร่างกาย การรับประทานอาหาร

 

  1. การป้องกัน โดยการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการดูแลอนามัยช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียแร่ธาตุและส่งเสริมการคืนกลับของแร่ธาตุ
    1. การป้องกันการเกิดโรค
      • ชะลอการส่งผ่านเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
      • การควบคุมไบโอฟิล์ม ด้วยวิธีทางกล และการใช้สารเคมี
      • การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต
    1. การส่งเสริมกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุ
      • เพิ่มศักยภาพในกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุภายในช่องปาก
      • ขัดขวางกระบวนการสูญเสียแร่ธาตุ
      • ส่งเสริมกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุในรอยผุระยะเริ่มแรก
      • ให้ความรู้และกระตุ้นการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วย
  1. การควบคุมรอยผุ โดยการบูรณะและรักษาฟันแบบอนุรักษ์

กระบวนทัศน์ใหม่ของแนวคิดเรื่องโรคฟันผุ1
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่อง MI ผู้เขียนจะใคร่ขอกล่าวถึงกระบวนทัศน์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับโรคฟันผุ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความคิด และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ ในการดูแลผู้ป่วยต่อไป

โรคฟันผุ เป็นโรคติดเชื้อหรือไม่
แนวคิดที่กล่าวถึง โรคฟันผุว่าเป็นโรคติดเชื้อ และสามารถส่งผ่านได้ เริ่มมาจากการศึกษาในช่วงคริสต์ศักราช 1950 ซึ่งต่อมา Fitzgerald และKeyes2 พบว่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคคือ เชื้อในกลุ่ม Mutans streptococci (MS)  
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับเชื้อ MS ในช่องปากของเด็กและการเกิดฟันผุ3-5 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า MS ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการเกิดโรค เนื่องจาก MS เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่เป็นปกติในช่องปากซึ่งอาจพบเชื้อบนผิวฟันในระดับที่สูงโดยไม่พบฟันผุ หรือในทางตรงข้ามอาจพบฟันผุโดยไม่พบ MS เลย6 การเพิ่มขึ้นของ MS เกิดจากการเสียสมดุลย์ภายในไบโอฟิล์ม ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเชื้อฉวยโอกาสซึ่งทำให้เกิดโรค
ดังนั้นในปัจจุบันความเชื่อที่ว่า โรคฟันผุเป็นโรคติดเชื้อจึงไม่ได้รับความนิยม เนื่องจาก โรคติดเชื้อหมายถึง การได้รับเชื้อจากภายนอกร่างกาย ในขณะที่ MS เป็นเชื้อปกติในช่องปาก และการติดเชื้อจะสามารถรักษาโดยการใช้วัคซีน ในขณะที่การเกิดฟันผุเป็นสภาวะที่มีการเสียสมดุลย์ของไบโอฟิล์มและนิเวศน์วิทยาในช่องปาก (ecological plaque theory) และไม่สามารถป้องกันได้โดยการใช้วัคซีน

โรคฟันผุเป็น Biofilm- Induced Disease
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของโรคฟันผุว่าเป็น โรคซับซ้อน (complex disease) ที่เกิดจากการเสียสมดุลย์ของแร่ธาตุภายในผิวเคลือบฟันและของเหลวในไบโอฟิล์ม7  นั้นกล่าวว่ามักพบรอยโรคในบริเวณที่ไบโอฟิล์มสามารถอยู่ได้นาน เช่น บริเวณหลุมร่องฟัน บริเวณซอกระหว่างฟันใต้จุดสัมผัส อย่างไรก็ตามการเกิดฟันผุจะเกิดต่อเมื่อสิ่งแวดล้อมภายในช่องปากทำให้สมดุลย์ระหว่างแร่ธาตุจากผิวเคลือบฟัน และไบโอฟิล์มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุและเกิดฟันผุ

การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
เนื่องจากการเกิดฟันผุเกิดจากหลายปัจจัยสาเหตุ การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงมีความซับซ้อน และมีหลายวิธี การซักประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา และประวัติการได้รับยาของมารดา รวมถึงประวัติการเจ็บป่วยระหว่างการตั้งครรภ์ ประวัติการได้รับฟลูออไรด์ การดูแลทำความสะอาดช่องปาก หรือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เหล่านี้ล้วนสามารถทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่ไม่สามารถใช้สื่อสารให้ผู้ป่วยเห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ปัจจุบัน จึงมีผู้พยายามคิดวิธีการตรวจวัดปริมาณและคุณภาพของน้ำลาย และการตรวจวัดคุณภาพของไบโอฟิล์มเพื่อสามารถสื่อให้ผู้ป่วยเห็นถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคของตน และช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยใส่ใจต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเอง

Plaque(biofilm) check as a tool for motivation8

          การทดสอบคุณภาพของไบโอฟิล์ม จะใช้ช่วยในการตัดสินใจเลือกมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่เหมาะสม จากที่กล่าวมาตอนต้นว่าไบโอฟิล์มไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค แต่การเกิดโรคเกิดเนื่องจากมีการเสียสมดุลย์ของปริมาณเชื้อในไบโอฟิล์ม และเกิดการเสียสมดุลย์ของแร่ธาตุ

อย่างไรก็ตามไบโอฟิล์มบนผิวฟันไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดโรคเสมอไป หากไบโอฟิล์มนั้นอยู่ในสภาวะที่สมดุลย์ ดังนั้น การทดสอบว่าไบโอฟิล์มในช่องปากก่อให้เกิดโรคหรือไม่โดยการใช้สี จะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นถึงบริเวณที่ตนเองทำความสะอาดได้ไม่ดี

วัตถุประสงค์ในการทดสอบ
เพื่อแสดงให้ผู้ป่วยเห็นถึงบริเวณที่มีการสร้างกรด
เพื่อประเมินผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดความเป็นกรดของไบโอฟิล์ม

ใครควรทดสอบ
ผู้ป่วยใหม่ทุกรายเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนทำการบูรณะฟัน
ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ
ผู้ป่วยที่ได้รับการจัดฟัน

ต้องทดสอบบ่อยเพียงใด
ในระยะเริ่มต้น ทำการทดสอบภายหลังจากการทดลอบครั้งแรก 1- 2 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลภายหลังจากการปรับพฤติกรรมการบริโภค
ทดสอบซ้ำทุก 3 เดือนในผู้ป่วยจัดฟันเพื่อกระตุ้นให้ทำความสะอาดให้ดีขึ้น

ใช้ชุดทดสอบอย่างไร

  • เก็บตัวอย่างไบโอฟิล์มจากด้านใดด้านหนึ่งของช่องปาก เช่นบริเวณ คอฟันของฟันหน้าบน ฟันเขี้ยวล่าง ฟันกรามน้อย หรือ บริเวณระหว่างซอกฟัน จุ่มลงใน solution A ซึ่งเป็นสารละลายซูโครส


  • ในระหว่างที่รอให้ไบโอฟิล์มย่อยสลายซูโครส ให้ทา disclosing gel(tube C) ด้วยพู่กันในบริเวณเดียวกับที่เก็บตัวอย่าง แต่เป็นฝั่งตรงข้าม ให้ผู้ป่วยบ้วนปาก
  • ไบโอฟิล์มที่ก่อตัวใหม่ จะติดสีแดง ส่วนไบโอฟิล์มที่อายุหลายวันจะติดสีน้ำเงิน


  • การแปรผลการเปลี่ยนสีไบโอฟิล์มภายหลังจากการสัมผัสสารละลายซูโครส มีดังนี้
    • สีเขียว           pH มากกว่าหรือเท่ากับ         7
    • สีเหลือง         pH ประมาณ             6.5
    • สีส้ม             pH ประมาณ             6.0
    • สีแดง            pH  น้อยกว่าหรือเท่ากับ        5.5

การใช้ plaque check นี้ จะมีประโยชน์ในการสื่อสารกับผู้ป่วย  การใช้สีย้อมจะทำให้เห็นว่าบริเวณใดที่ยังทำความสะอาดได้ไม่ดี ส่วนการทดสอบความเป็นกรดของไบโอฟิล์ม จะทำให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญต่อความสามารถของไบโอฟิล์มในช่องปากที่ก่อให้เกิดฟันผุ    หลังจากชี้ให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญ ของการควบคุมไบโอฟิล์มให้อยู่ในระกับที่ไม่ก่อให้เกิดโรคแล้วจำเป็นต้องแนะนำและ สาธิตวิธีการทำความสะอาดด้วยการแปรงฟันและใช้ครื่องมือทำความสะอาดระหว่างซอกฟัน  แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติตามได้        การใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อการควบคุมไบโอฟิล์มก็อาจมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลอนามัยช่องปากของตนเอง ตามวิถีแห่ง MI ต่อไป

<<Back to Articles Page

 


สอบถามรายละเอียดได้ที่ : บริษัทแอคคอร์ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด
คุณอรวดี ทรรศนะประทีป โทร 0 2613 8081-90 ต่อ 681

 

© 2008 Accord Corporation Ltd.