|
Minimal Intervention (MI) เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ทั้งที่เกี่ยวกับโรคฟันผุ และเหงือกอักเสบ ในตอนแรกขอกล่าวถึงหลักที่ใช้ในเรื่องฟันผุ โดย MI มีองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้
- การประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรค มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปาก และวางแผนการป้องกัน และรักษาให้เหมาะสมต่อผู้ป่วย ประกอบด้วย
- ประเมินคุณภาพและปริมาณของน้ำลาย
- ประเมินปริมาณและคุณภาพของไบโอฟิล์ม
- ประเมินรูปร่างฟัน
- ประวัติสุขภาพร่างกาย การรับประทานอาหาร
- การป้องกัน โดยการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการดูแลอนามัยช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียแร่ธาตุและส่งเสริมการคืนกลับของแร่ธาตุ
- การป้องกันการเกิดโรค
- ชะลอการส่งผ่านเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
- การควบคุมไบโอฟิล์ม ด้วยวิธีทางกล และการใช้สารเคมี
- การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต
- การส่งเสริมกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุ
- เพิ่มศักยภาพในกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุภายในช่องปาก
- ขัดขวางกระบวนการสูญเสียแร่ธาตุ
- ส่งเสริมกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุในรอยผุระยะเริ่มแรก
- ให้ความรู้และกระตุ้นการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วย
- การควบคุมรอยผุ โดยการบูรณะและรักษาฟันแบบอนุรักษ์
กระบวนทัศน์ใหม่ของแนวคิดเรื่องโรคฟันผุ1
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่อง MI ผู้เขียนจะใคร่ขอกล่าวถึงกระบวนทัศน์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับโรคฟันผุ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความคิด และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ ในการดูแลผู้ป่วยต่อไป
โรคฟันผุ เป็นโรคติดเชื้อหรือไม่
แนวคิดที่กล่าวถึง โรคฟันผุว่าเป็นโรคติดเชื้อ และสามารถส่งผ่านได้ เริ่มมาจากการศึกษาในช่วงคริสต์ศักราช 1950 ซึ่งต่อมา Fitzgerald และKeyes2 พบว่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคคือ เชื้อในกลุ่ม Mutans streptococci (MS)
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับเชื้อ MS ในช่องปากของเด็กและการเกิดฟันผุ3-5 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า MS ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการเกิดโรค เนื่องจาก MS เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่เป็นปกติในช่องปากซึ่งอาจพบเชื้อบนผิวฟันในระดับที่สูงโดยไม่พบฟันผุ หรือในทางตรงข้ามอาจพบฟันผุโดยไม่พบ MS เลย6 การเพิ่มขึ้นของ MS เกิดจากการเสียสมดุลย์ภายในไบโอฟิล์ม ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเชื้อฉวยโอกาสซึ่งทำให้เกิดโรค
ดังนั้นในปัจจุบันความเชื่อที่ว่า โรคฟันผุเป็นโรคติดเชื้อจึงไม่ได้รับความนิยม เนื่องจาก โรคติดเชื้อหมายถึง การได้รับเชื้อจากภายนอกร่างกาย ในขณะที่ MS เป็นเชื้อปกติในช่องปาก และการติดเชื้อจะสามารถรักษาโดยการใช้วัคซีน ในขณะที่การเกิดฟันผุเป็นสภาวะที่มีการเสียสมดุลย์ของไบโอฟิล์มและนิเวศน์วิทยาในช่องปาก (ecological plaque theory) และไม่สามารถป้องกันได้โดยการใช้วัคซีน
โรคฟันผุเป็น Biofilm- Induced Disease
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของโรคฟันผุว่าเป็น โรคซับซ้อน (complex disease) ที่เกิดจากการเสียสมดุลย์ของแร่ธาตุภายในผิวเคลือบฟันและของเหลวในไบโอฟิล์ม7 นั้นกล่าวว่ามักพบรอยโรคในบริเวณที่ไบโอฟิล์มสามารถอยู่ได้นาน เช่น บริเวณหลุมร่องฟัน บริเวณซอกระหว่างฟันใต้จุดสัมผัส อย่างไรก็ตามการเกิดฟันผุจะเกิดต่อเมื่อสิ่งแวดล้อมภายในช่องปากทำให้สมดุลย์ระหว่างแร่ธาตุจากผิวเคลือบฟัน และไบโอฟิล์มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุและเกิดฟันผุ
การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
เนื่องจากการเกิดฟันผุเกิดจากหลายปัจจัยสาเหตุ การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงมีความซับซ้อน และมีหลายวิธี การซักประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา และประวัติการได้รับยาของมารดา รวมถึงประวัติการเจ็บป่วยระหว่างการตั้งครรภ์ ประวัติการได้รับฟลูออไรด์ การดูแลทำความสะอาดช่องปาก หรือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เหล่านี้ล้วนสามารถทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่ไม่สามารถใช้สื่อสารให้ผู้ป่วยเห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ปัจจุบัน จึงมีผู้พยายามคิดวิธีการตรวจวัดปริมาณและคุณภาพของน้ำลาย และการตรวจวัดคุณภาพของไบโอฟิล์มเพื่อสามารถสื่อให้ผู้ป่วยเห็นถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคของตน และช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยใส่ใจต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเอง
Plaque(biofilm) check as a tool for motivation8
การทดสอบคุณภาพของไบโอฟิล์ม จะใช้ช่วยในการตัดสินใจเลือกมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่เหมาะสม จากที่กล่าวมาตอนต้นว่าไบโอฟิล์มไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค แต่การเกิดโรคเกิดเนื่องจากมีการเสียสมดุลย์ของปริมาณเชื้อในไบโอฟิล์ม และเกิดการเสียสมดุลย์ของแร่ธาตุ
อย่างไรก็ตามไบโอฟิล์มบนผิวฟันไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดโรคเสมอไป หากไบโอฟิล์มนั้นอยู่ในสภาวะที่สมดุลย์ ดังนั้น การทดสอบว่าไบโอฟิล์มในช่องปากก่อให้เกิดโรคหรือไม่โดยการใช้สี จะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นถึงบริเวณที่ตนเองทำความสะอาดได้ไม่ดี
วัตถุประสงค์ในการทดสอบ
เพื่อแสดงให้ผู้ป่วยเห็นถึงบริเวณที่มีการสร้างกรด
เพื่อประเมินผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดความเป็นกรดของไบโอฟิล์ม
ใครควรทดสอบ
ผู้ป่วยใหม่ทุกรายเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนทำการบูรณะฟัน
ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ
ผู้ป่วยที่ได้รับการจัดฟัน
ต้องทดสอบบ่อยเพียงใด
ในระยะเริ่มต้น ทำการทดสอบภายหลังจากการทดลอบครั้งแรก 1- 2 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลภายหลังจากการปรับพฤติกรรมการบริโภค
ทดสอบซ้ำทุก 3 เดือนในผู้ป่วยจัดฟันเพื่อกระตุ้นให้ทำความสะอาดให้ดีขึ้น
ใช้ชุดทดสอบอย่างไร
การใช้ plaque check นี้ จะมีประโยชน์ในการสื่อสารกับผู้ป่วย การใช้สีย้อมจะทำให้เห็นว่าบริเวณใดที่ยังทำความสะอาดได้ไม่ดี ส่วนการทดสอบความเป็นกรดของไบโอฟิล์ม จะทำให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญต่อความสามารถของไบโอฟิล์มในช่องปากที่ก่อให้เกิดฟันผุ หลังจากชี้ให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญ ของการควบคุมไบโอฟิล์มให้อยู่ในระกับที่ไม่ก่อให้เกิดโรคแล้วจำเป็นต้องแนะนำและ สาธิตวิธีการทำความสะอาดด้วยการแปรงฟันและใช้ครื่องมือทำความสะอาดระหว่างซอกฟัน แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติตามได้ การใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อการควบคุมไบโอฟิล์มก็อาจมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลอนามัยช่องปากของตนเอง ตามวิถีแห่ง MI ต่อไป |